แวะกำ

พฤศจิกายน 25, 2008

USB 3.0

Filed under: Tech & Trick — hazard @ 10:51 am

คลอดแล้วครับ USB 3.0 ที่บอกว่าคลอดแล้ว คือ มาตรฐานนะครับ หลังจากที่ หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ อาทิ เช่น ฮิวเล็ตต์-แพคการ์ด เอที-เอ็นเอ็กซ์พี ไวร์เลส อินเทล ไมโครซอฟท์ เท็กซัส อินสตรูเมนส์ และเอ็นอีซี เรียกกลุ่มนี้ว่า USB Promoter Group ใช้เวลา กว่า 3 ปี นะครับ อันนี้แค่มาตรฐานนะครับ ยังไม่มีออกมาเป็นสินค้าขายให้เราได้ใช้กัน ในเรื่องของความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูล ว่ากันว่า เร็วกว่า USB 2.0 อยู่ 10 เท่า ถ้าลองคิดกันเล่นๆๆ USB 2.0 อยู่ที่ 480 Mbps ดังนั้นจะได้ความเร็วที่ 10 X 480 Mbps = 4.8 Gbps เลยเหรอนี่ โอ้แม่เจ้า สมมุติว่า ภาพยนตร์คมชัดระดับ HD ขนาด 25 กิกะไบต์ ใช้เวลา 70 วินาที ซึ่งถ้าเป็นเทคโนโลยี 2.0 ต้องใช้เวลาราว 14 นาทีถึงจะส่งครบ ในเรื่องของสินค้า รออีก 2 ปีครับ ได้ใช้แน่ๆๆ และทางไมโครซอฟเองก็ออกมาบอกว่า กำลังจะทำให้ วิสต้า รองรับ USB 3.0  นี้ ส่วน วินโด 7 นั้น เค้ายังสงวนท่าทีอยู่ว่าจะให้ออกมารองรับ USB 3.0 เลยไม๊ นะครับ

เออ ความเร็วที่ว่ากันนั้น เป็นความเร็วจากการทดสอบในห้องแล็บนะครับ ใช้งานเข้าจริงๆๆก็อาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างนะครับ

ข้อมูลจาก Adslthailand กะ Wiki นะครับ

พฤศจิกายน 24, 2008

เรื่องของ ขี้หู

Filed under: Health — hazard @ 5:57 pm

อ่านเจอในหนังสือมาครับ i like ชื่อ หนังสือของวัยรุ่น ว่า กันว่า ขี้หู นั้นมีประโยชน์ กับหูเรามาก ครับ เป็นเกราะกำบัง พวกฝุ่น แบคทีเรีย และเชื้อรา ด้วย
ดังนั้น ใครๆที่ชอบแคะหู ผมว่า ลองเปลี่ยนพฤติกรรมกันหน่อยไม๊เอ่ย นอกจากจะเป็นการทำลายเกราะดังกล่าวแล้ว ยังเสี่ยงต่ออย่างอื่นที่ตามมา เช่น อุบัติเหตุ ทิ่มเอาหู

ทะลุ อย่างนี้ ก็ซวยไป  ผม เองก็ชอบ แคะหูนะ จี๋ๆๆๆ ดี อ่านเจอแล้ว ชักลังเลละครับ ว่าแต่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ว่ากันนะ แค่เอามาฝากไว้เฉยๆๆครับ

พฤศจิกายน 21, 2008

ไม้ใผ่ โน้ตบุ๊ค

Filed under: Tech & Trick — hazard @ 10:50 am

อ่านเจอมาครับ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เค้าจะทำได้ อัสซุส ผลิตโน้ตบุ๊คจากไม้ไผ่ได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลก รุ่น U6 หน้าจอ 12 นิ้ว น้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม หน่วยประมวลผล อินเทล คอร์ 2 ดูโอ ยืดระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ได้ 35 – 70 เปอร์เซ็นต์ มีระบบประหยัดพลังงานและระบบช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 12.30 กิโลกรัมต่อปีต่อโน้ตบุ๊กไม้ไผ่หนึ่งตัว เจ๋ง ไม๊ละครับ ต่อไปขอเป็นไม้สักมั้งนะครับ พี่ อัสซุส ส่วนรายละเอียดอื่นๆๆ กำลังหาอยู่ครับ อยากรู้เหมือนผมละสิว่า ราคาเท่าไหร่

จาก adslthailand ครับ

พฤศจิกายน 11, 2008

ลอยกระทง สืบสานวัฒนธรรม หรือทำลายสิ่งแวดล้อมกันแน่

Filed under: Kid Kid (... คิด คิด) — hazard @ 9:57 pm

พรุ่งนี้แล้วสิ 15 ค่ำ เดือน 12 น้ำก็นองเต็มตลิ่ง แต่ผมว่าไม่ใช่ละครับ บางที่ก็ล้นออกมานอกตลิ่งกันหลายวัน หลายอาทิตย์แล้ว บางที่ก็แสนจะกันดาร หาน้ำดื่มน้ำใช้ก้ลำบาก ทางเหนือก็หนาวเหน็บเข้ามายืนแล้ว เห็นแม่คะนิ้งกันแล้ว เอาละครับเข้าเรื่องของเรา ว่ากันว่าทุกวันนี้ใครๆๆก็ Intrend กับคำว่า ภาวะโลกร้อนครับ ถ้าจะฉุดคิดซักนิดนึงว่า กระทงที่เราๆๆท่านๆๆจะทำขึ้นมา เพื่อเอาไปลอยตามแม่น้ำลำคลองในคืน 15 ค่ำนั้น เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามที่สืบทอดมาหลายยุคหลายสมัย หรืออีกหนึ่งความเชื่อคือ เป็นการขอโทษ ขอโพย แม่น้ำลำคลองที่เราได้ล่วงเกิน ได้ทำไรไม่ดีไม่งาม ปล่อยเคราะห์(สะเดาะเคราะห์) ให้ไหลไปกับแม่น้ำ เดิมทีก็ใช้วัสดุจากธรรมชาติ มาทำกัน หลายๆๆปีก่อนหน้า ซัก 10 ปี ได้ก็รักสบายกันใช้ โฟม ที่ย่อยสลลายยาก และเริ่มมีการรณรงค์ให้กลับมาใช้วัสดุธรรมชาติอีกครั้ง ดูเหมือนจะได้ผลดีนะครับ แต่ …….. ถ้าตั้งคำถามว่า วัสดุธรรมชาติ คือไรบ้าง ต้องนึกถึง ต้นกล้วย ครับ ทั้งลำต้น ก้าน ใบ ใช้ได้หมด รวมถึง วัสดุธรรมชาติอื่นๆๆด้วย แต่ที่ผมจะชี้ให้เห็นถึง ข้อควรคิด คือ ต้นกล้วยนี่แหละ ถ้าเอาต้นกล้วยมาทำกระทงเนี่ย ถือว่าเป็นการตัดไม้ รึป่าว เป็นการเพิ่มภาวะโลกร้อนไม๊ เอ่ย คำถามครับ แต่ก็อาจจะพุดได้ว่า ตัดไม่กี่ต้น ปีละครั้ง เอง แต่ว่าก็ว่า แหละครับ ผม คิดว่าคงกระทบบ้างแหละ ทางออกที่ดี คือ เลี่ยงไปใช้วัสดุเหลือใช้ อย่างอื่น ซึ่งก็มีหลายอย่างที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ครับ เช่น กระดาษ ไง ครับ แต่ก้อีกนั้นแหละครับ ก็อาจมีเรื่องอื่นต้องคิด เช่น สารตกค้าง เออ ………. คิด เล้ก คิด น้อย คิดมากไป รึป่าว เนี่ย

ยังไงก็ ขอให้สนุกกับ งาน 15 ค่ำ เดือน 12 นะครับ ใครๆๆ คนไหนยังไม่มีที่ไป ก้ เชิญ ที่ ธุรกิจบัณฑิตย์นะครับ ใกล้บ้าน มี งาน ทุกปี มีประกวด นางนพมาศ ด้วยนะ วันนี้ ผ่านไป เห็น ซ้อมๆๆ อยู่ ครับ

4 เทคโนโลยี แฝงอันตราย

Filed under: Health — hazard @ 9:45 pm

เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง นับวัน เทคโนโลยียิ่งเข้ามามีบทบาทกับเราๆๆท่านๆๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว แต่ใครจะรู้บ้างว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่
ด้วยความสะดวกสบายนี้เอง จึงทำให้บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้แบบอิเล็กทรอนิกส์ ต่างหากลยุทธ์ผลิตสินค้าใช้สะดวก เพื่อตอบสนองความอยากสบายออกมาให้เห็นกัน

อย่างต่อเนื่อง แต่เราอย่าลืมว่า สิ่งไหนที่ให้ที่เอื้อความสะดวกสบายให้กับเรามาก สิ่งนั้นก็ย่อมจะมีพิษภัยตามมาด้วยเช่นกัน อาทิ 4 เทคโนโลยีนี้

1. คอมพิวเตอร์ ใช้กันทุกวัน วันละหลายๆๆชั่วโมง กดสวิทต์เปิดตอน 0830 กด ปิดอีกทีก็ 1630 บางวันก็มากกว่านั้น แถมไม่หนำซ้ำ บางคนเรียนอยู่ ก็ เจออีกหลายชั้ว

โมง บางคนงานไม่เสร็จก็ หิ้วกลับบ้านอีก ชีวิตหนอชีวิต ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ในชีวิตประจำวันหรือแม้แต่การทำงาน ผู้ที่ทำงานออฟฟิศ บ่อย

ครั้งที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละไม่ต่ำกว่า 6-8 ชม. จึงมีข้อสันนิษฐานว่า การอยู่ใกล้คอมพิวเตอร์นานขนาดนั้นจะมีผลอะไรหรือไม่ คำตอบ คือ มีผล

อย่างแน่นอนในต่างประเทศพบว่า มีผู้ที่ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ถึงกับ “ช็อก” มาแล้ว สาเหตุมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แผ่รังสีออกมาบางคนก็ประสาทตาเสีย มี

อาการปวดศีรษะปวดตา อาเจียน เพราะโมเลกุลในร่างกายเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดภาวะแรงตังผิวเพิ่มขึ้นมาก

ในประเทศออสเตรเลีย มีข่าวผ่านสื่อออกมาว่าผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ มีโอกาสเป็น “มะเร็งสมอง” เพิ่มขึ้น เพราะสนามแม่เหล็กที่ส่งผ่านออกมาจากจอมอนิเตอร์

หรือจอคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอด Cathode-rayนั่นเอง โดยมีการวิจัยชิ้นนี้ได้รับแรงสนับสนุนยืนยันจากการศึกษาวิจัยที่เรียกว่า AdelaideStudy ในเรื่อง “การได้รับ

สนามแม่เหล็กกับมะเร็ง” ซึ่งเจาะจงศึกษามะเร็งสมองชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “กลิโอมา”(Glioma) โดยเฉพาะนอกจากนั้น ยังพบว่าผู้หญิงมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

ชนิดนี้สูงขึ้น แต่เป็นเพียงแค่สมมติฐานหนึ่งเท่านั้น เพราะจากการวิจัยพบว่า ยังมีส่วนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหลายอย่าง ที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดหมาย จึง

ไม่สามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจ มีการวิจัยมากกว่า30 ชิ้น ที่รายงานผลการศึกษาในผู้ใหญ่

ที่ทำงานในบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กสูง พบว่าเป็น มะเร็งหลายชนิด (ที่พบบ่อย คือ มะเร็งในเม็ดโลหิต มะเร็งสมอง มะเร็งทรวงอก) และรังสีของเครื่องคอมพิวเตอร์มี

ผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายคนเรา เช่น หญิงที่นั่งทำงานอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกวัน โอกาสตั้งครรภ์จะน้อย เด็กและหญิงมีครรภ์ ไม่ควรอยู่ใกล้เครื่องคอมพิวเตอร์

เพราะอันตรายจากรังสีคอมพิวเตอร์มีอยู่มากมาย เช่น คลื่นรังสีจากคอมพิวเตอร์ ทำให้เซลล์ที่ควบคุมแคลเซียมของร่างกายทำงานเร็วขึ้น ทำให้ง่ายต่อการเป็นมะเร็ง

รังสีจากคอมพิวเตอร์และมอนิเตอร์ และ Accessories ต่างๆมีผลให้เด็กในครรภ์ผิดปกติ แท้ง หรืออาจจะคลอดก่อนกำหนด รังสีจากคอมพิวเตอร์และมอนิเตอร์ ทำ

ให้เยื่อจมูกอักเสบ ปวดศีรษะนอนไม่หลับ หายใจไม่สะดวก ฯลฯ

2. ไมโครเวฟ
ข้อมูลจากหนังสือ “การก่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บและการป้องกัน” เขียนโดย ดร.หงซานเปิ่นศาสตราจารย์ด้านโภชนาการ มหาวิทยาลัยสิงคโปร์กล่าวถึงผลร้ายที่เกิดจาก

ไมโครเวฟว่า ในประเทศรัสเซียเยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ค้นพบว่า คลื่นไมโครเวฟจะทำให้สมองเสื่อม ความยาวของคลื่นสมองสั้นลง และบนฉลากขวดนมสำหรับ

เลี้ยงทารก มีการระบุอย่างชัดเจนว่า ห้ามใช้เตาไมโครเวฟต้มน้ำให้เดือด เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟ จะไปทำลายสารอาหารที่มีประโยชน์ในนมเสียหมด

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่อง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดย ศ.น.พ.สุรพล อิสรไกรศีล สาขาวิชาโลหิตวิทยาภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช พบว่า

การสัมผัสหรือเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ภายในบ้านเรือนที่มีคลื่นแม่เหล็ก เช่นการใช้เครื่องเป่าผม คอมพิวเตอร์โทรศัพท์มือถือ เตาไมโครเวฟและการอาศัยอยู่ใกล้บริเวณที่มี

สายไฟฟ้าแรงสูง จะทำให้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด AML ส่วนปัจจัยอื่นๆ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญ

3. โทรศัพท์มือถือ
ในต่างประเทศมีรายงานผลทางวิทยาศาสตร์และการวิจัย ออกมาอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับอันตรายจากการใช้โทรศัพท์มือถือ เนื่องจากโทรศัพท์มือถือสามารถแผ่รังสีคลื่น

แม่เหล็กไฟฟ้าออกมาได้ และเป็นรังสีชนิดเดียวกับเตาไมโครเวฟ ซึ่งเป็นคลื่นความร้อนทำลายเซลล์ดีหลายชนิด เพียงแต่มีปริมาณรังสีที่น้อยกว่าเตาไมโครเวฟเท่านั้นผล

จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า รังสีไมโครเวฟสามารถทำลายเซลล์ประสาทและเซลล์ตัวอ่อน ที่อยู่ในครรภ์มารดา ทำให้เป็น “โรคต้อกระจก” เกิดการ

เปลี่ยนแปลงทางเคมีของโลหิต และยังเป็นสาเหตุของความอ่อนแอ ในระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วยหน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีของโทรศัพท์ไร้สาย หรือ “WTR” (Wireless

Technology Research) ได้ทำการศึกษาผลข้างเคียงจากการใช้โทรศัพท์มือถือมานานร่วม 7 ปี ก่อนจะมีรายงานสรุปผลออกมาสู่สาธารณชนว่า รังสีไมโครเวฟที่

แพร่ออกมาจากเครื่องโทรศัพท์มือถือนั้น มีฤทธิ์ทำลายสารพันธุกรรมในเม็ดเลือด แต่สิ่งที่น่ากลัว ไม่ใช่ระดับความถี่ของรังสีไมโครเวฟ แต่เป็นช่วงระยะเวลาของการใช้

งาน ดังนั้น ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือคุยต่อเนื่องกันนานๆ มีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคเนื้องอกในสมองชนิดหนึ่ง เรียกกันทางการแพทย์ว่า “Neuroepithelial

Tumors” และดร.เล็นนาร์ท ฮาร์เดลล์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจากสวีเดน กล่าวว่า มีข้อบ่งชี้ทางชีววิทยาว่า รังสีไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือ มีความเสี่ยงต่อการ

เกิดเนื้องอกในสมองสูงถึง 2.5 เท่า

4. เครื่องถ่ายเอกสาร
เครื่องถ่ายเอกสารเป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่ง ที่พนักงานออฟฟิศจะต้องสัมผัสอยู่บ่อยครั้ง คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์กิจกรรม 5 ส. กองทัพเรือ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

เครื่องถ่ายเอกสารเป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพผู้ใช้โดยไม่รู้ตัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามและเพิ่มความระมัดระวังในการใช้

ให้มากขึ้น อันตรายที่เราจะได้รับจากเครื่องถ่ายเอกสารมีดังนี้

1. ก๊าซโอโซน เกิดจากการอัดและปล่อยประจุไฟฟ้าที่ลูกกลิ้งและกระดาษโอโซน บางส่วนเกิดจากการปล่อยแสงเหนือม่วง (UV)จากหลอดไฟฟ้าพลังงานสูงของเครื่อง

ถ่ายเอกสาร ส่งผลให้เกิดความระคายเคืองต่อตา จมูก และคอ ทำให้หายใจสั้น วิงเวียน และปวดศีรษะเป็นสาเหตุของความล้าและการสูญเสียประสาทรับรู้กลิ่นด้วย คน

ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจอยู่แู่ล้ว เช่น โรคหอบหืดไม่ควรสัมผัสกับโอโซน

2. ฝุ่นผงหมึก เครื่องถ่ายเอกสารระบบแห้ง ประกอบด้วยผงคาร์บอนผสมกับพลาสติกเรซิน ส่วนเครื่องถ่ายเอกสารระบบเปียกผงหมึก จะละลายในสารละลายอินทรีย์

พวกปิโตรเลียม ซึ่งมีอันตรายจากส่วนประกอบที่เป็นสารเคมีทั้งสิ้น การหายใจเอาผงหมึกเข้าไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ มีอาการไอและจามนอกจากนี้

สารไนโตรไพรินซึ่งพบในผงคาร์บอนดำ และไตรไนโตรฟูโอรีน (TNF) ก็เป็นที่เข้าใจกันว่า เป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นสารที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

หรือมีผลทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์อีกด้วย

3. แสงเหนือม่วง (รังสียูวี) รังสีจะแผ่ออกมาจากหลอดไฟพลังงานสูงภายในเครื่อง ขณะที่มีการถ่ายเอกสาร ทำให้เกิดการอักเสบของกระจกตาและมีผื่นคันตามผิวหนัง

แต่มีผลน้อยมาก

4. สารละลายอินทรีย์จำพวกปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน เป็นตัวทำละลายในผงหมึกของเครื่องถ่ายเอกสารระบบเปียกทำให้เกิดการระคายเคืองตา ผิวหนัง ระบบทางเดิน

หายใจเกิดอาการแพ้และเป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง

5. สารเคมีอื่นๆ เช่น ซีลีเนียม แคดเมียมซัลไฟด์ซิงค์ออกไซด์ และโพลิเมอร์ ซึ่งถูกเคลือบไว้ที่ลูกกลิ้งมีลักษณะเป็นสารนำแสง ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดิน

หายใจส่วนต้น ตา และชั้นเยื่อเมือกของกระเพาะอาหาร ตลอดจนเป็นสารก่อมะเร็ง แต่สารเหล่านี้จะถูกปล่อยออกมาในปริมาณน้อยมาก เกินกว่าที่จะตรวจสอบได้

สรุปคืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดอื่นๆสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของเราอย่าง

หลีกเลี่ยงไม่ได้การเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมถึงรู้จักใช้อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างชาญฉลาด จะช่วยให้เราได้รับความปลอดภัย

และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างสูงสุด

ขอบคุณชายทะเลคลับครับผม

Next Page »

Powered by WordPress